เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา พอดีได้รับบัตรเชิญจากอมรินทร์ ไปร่วมงานเปิดตัวร้านนายอินทร์สาขา MBK ซึ่งเป็นร้านที่เค้าบอกว่า ปรับรูปโฉมใหม่อะไรทำนองนั้น ไปถึงงานก็ลงทะเบียน ได้รับกระเป๋ามา 1 ใบ แล้วก็หนังสือ เดอะท็อปซีเคร็ต เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจีรา แต่ว่ายังไม่ได้อ่าน แอบสงสัยนิดๆ ว่า ทันตแพทย์เขียน บางทีความลับของคนเราอาจจะซ่อนอยู่ในฟันกราม ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ในงานก็จะมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก เราเล่นไปซุ้มเดียวคือแต่งหน้าเค้ก ไอเดียดีมากๆ ขอชื่นชม คือเค้าจะมีเค้กก้อนเล็กๆ ให้คนละ 1 ก้อน แล้วก็มีอุปกรณ์แต่งหน้าเค้กให้เล่น พวกเราก็ละเลงๆๆๆๆ ด้วยหมายมั่นว่ามันต้องออกมาสวยงามเริ่ดไฮโซววว แต่พอทำไป ทำมา...แบบว่า อ๊ะ ไอ้นี่ก็อยากกินง่ะ แปะลงไป อุ้ยอันนั้นก็น่าอร่อย โรยลงไป สรุปออกมาเป็นหน้าเละ (แต่อร่อยนะ) คือเน้นกินง่ะ ไม่เน้นสวย (เป็นข้อแก้ตัวเวลาใครเห็นหน้าเค้กแล้วทำหน้าอึ้งๆ)
มีดารามาด้วย ที่รู้จักก็มีพี่วุธ อัษฎาวุธ เป็นพิธีกร ยังหล่อเหมือนเดิม ไม่กล้าเข้าไปทักเพราะคิดว่าพี่วูธไม่น่าจะจำเราได้แล้ว แย้วก็มีทราย เจริญปุระ มีวรรณษา แล้วก้อดาราผู้ชายใครไม่รู้สองคนไม่รู้จักง่ะ พองานเปิด เค้าก้อให้เดินชมร้านกัน เราก็ไปเดินสำรวจชั้นวางหนังสือว่ามีหนังสือสำนักพิมพ์เราวางเป็นไงม่าง
แล้วก็เดินดูหนังสือที่ตัวเองชอบอ่าน ซึ่งแน่นอนไม่ใช่สำนักพิมพ์ตัวเองเพราะนาน่าเป็นคนไม่อ่านนิยาย ฮ่าๆๆๆ ส่วนใหญ่จะอ่านแนวๆ เล่าจากชีวิตจริง หรือ เรื่องสนุกๆ ที่มีข้อมูลอ้างอิงอย่างงี้เป็นต้น จริงๆไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือนานแล้ว เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งมุมหนังสือแนวที่เราชอบ มันเต็มไปด้วยหนังสือของสำนักพิมพ์ของนาย ก. กะ นาย จ. ที่ขยันพิมพ์แต่แฉๆ เรื่องแรงๆ ที่พยายามจะมีสาระในชีวิตแต่อ่านแล้ว บางเล่มเหมือนหนังสือโป๊ที่ใช้ตัวอักษรเล่าเรื่อง รู้สึกว่าแอนตี้มากๆ หดหู่กับวงการหนังสือไปเลยทีเดียว (ที่รู้ว่าเป็นไงเพราะมีเพื่อนให้ยืมอ่าน 1 เล่มและเคยพลิกๆ ดูในร้านหนังสือด้วย) ... มีค่ายเดียวที่อ่านคือ A Book (ซึ่งก็คือ A Day นั่นแหละ) เพิ่งสังเกตว่าหนังสือรุ่นหลังๆ ที่อยู่บนชั้นหนังสือเราจะมาจาก A Book เสียส่วนใหญ่เลยทีเดียวล่ะ แต่ก็แปลกที่เราไม่ชอบอ่านนิตยสาร A Day ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ งง ฟะ
ก็ได้หนังสือมา 1 เล่ม

โลกจิต โดย แทนไท ประเสริฐกุล
สะดุดแรกที่ชื่อหนังสือ เล่นคำได้น่าสนใจมากๆ พลิกอ่านหลังปก ได้พบคำนิยม(เค้าเรียกงี้ป่าวฟะ) ก็น่าสนใจดี เพราะคุณแทนไทผู้เขียนนั้น เป็นคุณครูสอนวิชาชีววิทยา และเรื่องที่เค้าเขียนในเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ แต่ผ่านการเล่าเรื่องที่เราเคยรู้สึกว่ามันสูงส่ง ต้องเด็กเรียนเท่านั้นจึงจะอ่านเข้าใจ แต่เค้าเรียบเรียงและมีมุขในการเล่าที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย สนุกมากๆ เด็กเกรียนอย่างเราอ่านแล้วก็เก็ท ฮ่าๆ
ขออนุญาตยกบางเคสที่น่าสนใจ และอ่านไป เริ่มคิดว่า อ๋อ...ที่ผ่านมานี่ กรูเป็นบ้าหรือนี่
เช่นเคสที่เราเคยฝันเห็นเด็กช่างที่เป็นผีมาขออยู่ด้วย ฝันติดๆ กันหลายคืน บางครั้งได้ยินเสียงเค้ามากระซิบข้างหู ในหนังสือเล่มนี้ก็มีอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ประมาณว่า สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยินนั้นจริงๆ แล้วสมองเราบางส่วนมีความผิดปกติอะไรอย่างนี้ (ฮุ้ย..อธิบายไม่เป็นอย่างที่เค้าเขียนง่ะ จำผิดป่าวนี่ กี๊ด...หนูเด็กศิลป์ หนูไม่ยู้ว) ทำให้ได้ยินเสียงมาพูดกับเราได้ อืม...
หรือเรื่องความหึงหวง การนอกใจ เค้าก็มีหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายให้เข้าใจได้ ทำให้เข้าใจชีวิตได้เยอะ พอๆ กะอ่านหนังสือธรรมะเลยทีเดียว ว๊า ฮ่าๆ.....แต่เสียดายทำไมไม่มีอธิบายโรคหลายใจบ้างนะ อยากรู้ๆ กี๊ดๆ
หรือเรื่องผีอำ!!! ในหนังสือบอกว่า เวลาเรานอนนั้น ร่างกายจะมีระบบอัตโนมัติบล็อคไขสันหลัง ก็คือเราจะขยับไม่ได้ตั้งแต่คอลงไปอ่ะนะ ป้องกันไม่ให้ร่างกายดิ้นสะเปะสะปะให้เกิดอันตราย ทีนี้พอเราดันทะลึ่งตื่นมาในจังหวะที่ร่างกายล็อคไว้ ก็ทั้งๆที่สติคืนแล้วแต่ระบบไม่ปลดล็อค จึงขยับไม่ได้ แล้วจินตนาการคนเราที่ตื่นกลัว หรือฝังหัวเรื่องผีอำ ทำให้เราเห็นอะไรต่อมิอะไรให้ได้หวาดกลัว ในหนังสือว่าไว้ว่า สิ่งที่เห็นยังอัพเดทตามเทรนผีที่ฮิตๆ ในช่วงนั้นอีกด้วย!!! เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ใครเจอผีอำ ขอให้ตั้งสติ หลับตาแล้วบอกตัวเองว่า มันไม่จริงๆ ทำใจสงบๆ สักพักร่างกายปลดล็อคแล้วก็จะขยับได้เองนะ
แอบคิดตามเหมือนกันว่า อย่างคนที่คิดว่าโดนผีอำแล้วหลับตาสวดมนต์จนขยับได้ ก็เพราะว่า กว่าคุณจะสวดมนต์เสร็จ ร่างกายมันก็คืนสภาพพอดี เลยขยับได้ ที่นี้ก็เลยเชื่อใหญ่เลยทีเดียวว่าผีอำจิงๆ อะไรงี้
และโรคที่เกิดอาการบาดเจ็บเกี่ยวกับสมอง อ่านแล้วแต่ละเคสก็รู้ว่าสงสารนะ แต่ก็แอบชั่วด้วยการขำในบางตอน แง่มๆ
ใครสนใจลองอ่านบางตอน คลิกไปอ่านได้ที่เว็บของเค้านะคะ
http://www.wit-view.com/lokjit/
เรื่องผีๆ สางๆ นั้น มองว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ นาน่าว่าก็คงมีจริง และ ไม่จริงอ่ะแหละ
ส่วนตัวถ้าใครรู้จัก จะรู้ว่าเจอผีบ่อย แต่ก็ไม่ใช่คนงมงายและก็มักจะคิดว่า ตาฝาด คิดไปเอง และอื่นๆ ซะเยอะ
พออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้รู้สึกดีว่า...อืม มันมีเหตุและผลในคำตอบที่เราพยายามบอกตัวเองเสมอว่า สิ่งที่เห็นมันไม่จริงๆๆๆๆๆ (แม้บางเรื่องยังหาคำอธิบายไม่ได้ ก็บอกตัวเองว่า ช่างแม่ม ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ)
ชอบคำนึงในหนังสือเล่มนี้ ที่คนไข้โรคจิตอาการหนึ่งที่ยกตัวอย่างในหนังสือเล่มนี้ เค้าสักไว้ที่แขน
เห็นคำแล้ว ขอเอามาใช้กับตัวเองบ้างนะคะ
Psychotic and proud. ภูมิใจที่เป็นโรคจิต
ทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกของคนไข้ที่เคยหาจิตแพทย์ เช่นเรา...อ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกว่าอุ่นใจจัง มีคนเป็นหนักกว่าเราตั้งเยอะ ตั้งแยะแหน่ะ ... แต่ก็ขอเตือนว่า ใครที่มีเพื่อน ญาติ พี่น้อง ที่แวว ว่าผิดปกติทางด้านความคิด ได้ยินเสียงในหู ทำอะไรไม่รู้สึกตัว หรือบ่นว่าอยากตาย ได้โปรดอย่าละเลยเค้า อย่าต่อว่าเค้า ให้พาเค้าไปหาจิตแพทย์โดยด่วน ก่อนจะสายเกินไปนะคะ เพราะอย่างเคสนาน่าเอง ช่วงเวลาที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านั้น ยอมรับเลยว่าชีวิตหายไปเลยในช่วงนั้น ตอนนี้มานั่งนึกยังไงก็นึกไม่ค่อยจะออก ยัง งง ว่าตัวเองยังคงไปทำงานได้ตามปกติได้อย่างไร ในเมื่อจิตตัวเองหายไปจากตัวได้ขนาดนั้น
แล้วพอหายแล้ว(รึยังวะ?) ก็รู้สึกว่าเข้าใจอะไรๆ เยอะขึ้น ได้แง่คิดอะไรหลายอย่าง และ รักตัวเองมากขึ้น ไม่เอาชีวิต ความรู้สึกตัวเองไปฝากไว้กับใคร หรือ อะไรอีกแล้ว... บางทีถ้าไม่ป่วย ก็คงไม่ได้แง่คิดในการดำเนินชีวิตในทุกวันนี้
แล้วตอนป่วยก็ยังเจือกอัพไดได้ตลอดด้วยนะ เก่งเน๊อะ
หนูนาก๋ากั่น รายงาน